|
ประกาศให้ธุรกิจกู้ยืมเงินเพื่อผู้บริโภคของสถาบันการเงินเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา
พ.ศ.2544
ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจกู้ยืมเงินเพื่อผู้บริโภคของสถาบันการเงินเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา
พ.ศ.2544
แหล่งที่มา :
ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา
เรื่อง ให้ธุรกิจกู้ยืมเงินเพื่อผู้บริโภคของสถาบันการเงินเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา
พ.ศ.2544
........................................................................................................................................
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 35 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค
พ.ศ.2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค
(ฉบับที่ 2) พ.ศ.2541 อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล
ซึ่งมาตรา 29 ประกอบกับมาตรา 50 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ประกอบกับมาตรา
3 มาตรา 4 และมาตรา 5 แห่งพระราชกฤษฎีกา กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการกำหนดธุรกิจ
ที่ควบคุมสัญญาและลักษณะของสัญญา พ.ศ.2542 คณะกรรมการว่าด้วยสัญญาออกประกาศไว้
ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ให้ธุรกิจการให้กู้ยืมเงินเพื่อผู้บริโภคของสถาบันการเงินเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา
ข้อ 2 ในประกาศนี้
ธุรกิจการให้กู้ยืมเงินเพื่อผู้บริโภค หมายความว่า กิจการที่ผู้ประกอบธุรกิจทำสัญญาให้ผู้บริโภคซึ่งมิใช่นิติบุคคลกู้ยืมเงินจากผู้ประกอบธุรกิจ
และนำเงินที่ได้รับจากการกู้ยืมเงินไปใช้สอยตามวัตถุประสงค์ของผู้บริโภคซึ่งมิใช่นำไปใช้ในการประกอบกิจการเพื่อหารายได้
ผู้ประกอบธุรกิจ หมายความว่า ธนาคารพาณิชย์ ธนาคารที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายเฉพาะ
บริษัทเงินทุน บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ บริษัทเครดิตฟองซิเอร์
และนิติบุคคลที่ดำเนินธุรกิจให้กู้ยืมเงิน หรือการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์
หรือการบริหารสินทรัพย์ประเภทสิทธิเรียกร้องที่เป็นเงิน
ข้อ 3 สัญญากู้ยืมเงินที่ผู้ประกอบธุรกิจทำกับผู้บริโภค
ต้องมีข้อความเป็นภาษไทยที่สามารถเห็นและอ่านได้ชัดเจน มีขนาดของตัวอักษรไม่เล็กกว่าสองมิลลิเมตร
และจะต้องใช้ข้อสัญญาที่มีสาระสำคัญและเงื่อนไขดังต่อไปนี้
(1) สัญญากู้ยืมเงินชนิดที่ให้สิทธิผู้ประกอบธุรกิจสามารถปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยได้
การเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยใดๆเพิ่มขึ้น ผู้ประกอบธุรกิจต้องแจ้งให้ผู้บริโภคทราบเป็นหนังสือ
มีขนาดของตัวอักษรไม่เล็กกว่าสองมิลลิเมตร ดังนี้
(ก)
แจ้งให้ผู้บริโภคทราบล่วงหน้าเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่าสามสิบวัน
(ข)
ในกรณีเร่งด่วนแจ้งทางจดหมายหรือประกาศทางหนังสือพิมพ์รายวันภาษาไทยที่แพร่หลายในประเทศ
ล่วงหน้าเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน และการแจ้งโดยประกาศทางหนังสือพิมพ์นั้นให้แจ้งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นหนังสือซ้ำอีกครั้งหนึ่ง
การเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยตามวรรคหนึ่งไม่หมายความถึงการเปลี่ยนแปลงเฉพาะอัตราดอกเบี้ยลูกค้าชั้นดีที่มีกำหนดระยะเวลา(MLR)
อัตราดอกเบี้ยเบิกเกินบัญชี (MOR) และอัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี
(MRR) ซึ่งทำให้อัตราดอกเบี้ยเปลี่ยนแปลงไป
(2) การผิดสัญญาเรื่องใดของผู้บริโภคที่ผู้ประกอบธุรกิจมีสิทธิบอกเลิกสัญญา
จะต้องเป็นข้อที่ผู้ประกอบธุรกิจระบุไว้เป็นการเฉพาะด้วยตัวอักษาสีแดง
หรือตัวดำ หรือตัวเอน ที่เห็นเด่นชัดกว่าข้อความทั่วไปและก่อนการบอกเลิกสัญยาต้องแจ้งเป็นหนังสือไปยังผู้บริโภค
และควรกำหนดระยะเวลาอันสมควรให้ผู้บริโภคแก้ไขการผิดสัญญาหรือผิดเงื่อนไขดังกล่าว
(3) การจำหน่ายหรือการโอนสิทธิเรียกร้องในสัญญากู้ยืมเงิน หรือสิทธิจำนอง
หรือสิทธิจำนำ หรือสิทธิในหลักประกันอื่นใดของผู้ประกอบธุรกิจ
ไม่ว่าทั้งหมดหรือแต่บางส่วนให้แก่บุคคลภายนอก ผู้ประกอบธุรกิจต้องแจ้งเป็นหนังสือไปยังผู้บริโภคล่วงหน้าไม่น้อยกว่าหนึ่งงวดของการชำระเงินกู้หรือดอกเบี้ย
หรืองวดของการคิดดอกเบี้ย หรือจะต้องได้รับความยินยอมจากผู้บริโภค
มิเช่นนั้นจะยกเป็นข้อต่อสู้ผู้บริโภคไม่ได้ ยกเว้นในกรณีที่มีกฎหมายกำหนดไว้โดยเฉพาะว่าไม่ต้องทำการบอกกล่าวหรือแจ้งแก่ผู้บริโภคหรือขอความยินยอมจากผู้บริโภค
(4) ในกรณีที่สัญญากู้ยืมเงิน กำหนดให้ผู้บริโภคนำทรัพย์สินที่มาวางไว้เป็นหลักประกันการชำระหนี้ตามสัญญา
ไปเอาประกันภัยไว้กับบริษัทประกันภัยหรือกำหนดให้ผู้บริโภคทำประกันชีวิตโดยกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจ
เป็นผู้รับผลประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยหรือกรมธรรม์ประกันชีวิตดังกล่าว
เมื่อผู้ประกอบธุรกิจได้รับเงินตามกรมธรรม์ประกันภัยหรือกรมธรรม์ประกันชีวิตแล้ว
ต้องนำเงินที่ได้รับไปใช้เพื่อการซ่อมแซมทรัพย์สินให้ผู้บริโภค
หรือจัดหาทรัพย์สินอื่นทดแทนให้แก่ผู้บริโภคหรือหักหนี้ที่ค้างชำระของผู้บริโภคตามแต่กรณี
เว้นแต่จะได้มีการตกลงกันเป็นอย่างอื่น ทั้งนี้ หากมีเงินคงเหลือต้องคืนให้แก่ผู้บริโภค
(5) ในกรณีสัญญากู้ยืมเงินที่กำหนดให้มีการคิดค่าเบี้ยปรับ
หรือค่าธรรมเนียมจากผู้บริโภคเพื่อการชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนก่อนกำหนดเวลาในสัญญา
ผู้ประกอบธุรกิจจะต้องกำหนดให้ชัดเจนในสัญญากู้ยืมเงินว่าจะคิดค่าเบี้ยปรับ
หรือค่าธรรมเนียมดังกล่าวในอัตราเท่าใดจากเงินจำนวนใด
(6)ผู้ประกอบธุรกิจจะส่งคำบอกกล่าวซึ่งตามกฎหมายหรือตามสัญญา
กำหนดให้ต้องแจ้งหรือบอกกล่าวเป็นหนังสือ โดยการส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับให้แก่ผู้บริโภคตามที่อยู่ที่ระบุไว้ในสัญญาหรือที่อยู่ที่ผู้บริโภคได้แจ้งการเปลี่ยนแปลงไว้เป้นหนังสือครั้งหลังสุด
(7) สัญญากู้ยืมเงินที่กำหนดให้ผู้บริโภคต้องจัดหาผู้ค้ำประกันการกู้ยืมเงิน
ผู้ประกอบธุรกิจตกลงกับผู้บริโภคว่าจะจัดให้มีการทำสัญญาค้ำประกัน
ซึ่งมีคำเตือนสำหรับผู้ค้ำประกันไว้หน้าสัญญาค้ำประกันนั้น โดยมีข้อความเป็นภาษไทยที่สามารถเห็นและอ่านได้ชัดเจน
มีหัวเรื่องว่าคำเตือนสำหรับผู้ค้ำประกัน ใช้อักษรตัวหนาขนาดไม่เล็กกว่าสี่มิลลิเมตร
และอย่างน้อยต้องมีข้อความตามเอกสารแนบท้ายประกาศฉบับนี้ โดยมีขนาดตัวอักษรไม่เล็กกว่าสองมิลลิเมตร
และจะกำหนดข้อสัญญาเกี่ยวกับความรับผิดของผู้ค้ำประกันในสัญญาค้ำประกันมีสาระสำคัญตรงกับคำเตือนดังกล่าว
(8) ผู้ประกอบธุรกิจจะส่งมอบสำเนาหรือคู่ฉบับสัญญากู้ยืมเงิน
ให้แก่ผู้บริโภคไว้เป็นหลักฐานหนึ่งฉบับทันทีที่ผู้บริโภคลงนามในสัญญา
ข้อ 4 ข้อสัญญาที่ผู้ประกอบธุรกิจทำกับผู้บริโภคต้องไม่ใช้ข้อสัญญาที่มีลักษณะหรือมีความหมายทำนองเดียวกัน
ดังต่อไปนี้
(1)
ข้อสัญญาที่เป็นการยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดจากการผิดสัญญาของผู้ประกอบธุรกิจ
(2)
ข้อสัญญาที่ให้สิทธิผู้ประกอบธุรกิจบอกเลิกสัญญากับผู้บริโภค
หรือเรียกร้องให้ผู้บริโภคชำระหนี้ทั้งหมด หรือแต่บางส่วนก่อนกำหนดเวลาในสัญญา
โดยผู้บริโภคมิได้ผิดนัดชำระหนี้ หรือผิดสัญญา หรือผิดเงื่อนไขอันเป็นสาระสำคัญข้อใดข้อหนึ่งในสัญญา
(3)
ข้อสัญญาที่ให้สิทธิผู้ประกอบธุรกิจเลิกสัญญากับผู้บริโภคได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวเป็นหนังสือไปยังผู้บริโภค
(4)
ข้อสัญญาที่ให้สิทธิผู้ประกอบธุรกิจเปลี่ยนแปลงอัตราค่าบริการต่างๆ
เกี่ยวกับสัญญากู้ยืมเงิน เว้นแต่ที่กำหนดไว้ในข้อ 3 (1)
บทเฉพาะกาล
ข้อ 5 ประกาศนี้ไม่ใช้บังคับกับสัญญากุ้ยืมเงินที่ผู้ประกอบธุรกิจและผู้บริโภคได้กระทำขึ้นและยังไม่ครบสัญญากู้ยืมเงินในวันที่ประกาศนี้มีผลใช้บังคับ
ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม 2544 เป็นต้นไป
นายชัยวัฒน์ วงศ์วัฒนศานต์
ประธานกรรมการว่าด้วยสัญญา
...........................................................................................................................
คำเตือนสำหรับผู้ค้ำประกัน
ก่อนที่จะลงนามในสัญญาค้ำประกัน ผู้ค้ำประกันควรอ่านและตรวจสอบรายละเอียดของสัญญาค้ำประกันให้เข้าใจโดยชัดเจน
หากผู้ค้ำประกันมีข้อสงสัยใดๆ ควรปรึกษาผู้มีความรู้ก่อนที่จะทำสัญญาค้ำประกัน
การที่ผู้ค้ำประกันลงนามในสัญญาค้ำประกันกับ...........................................เพื่อค้ำประกันหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินเลขที่...........................................ลงวันที่...........................................ระหว่าง...........................................(ผู้ให้กู้)
กับนาย/นาง/นางสาว...........................................(ผู้กู้)
ผู้ค้ำประกันจะมีความรับผิดต่อผู้ให้กู้ในสาระสำคัญ ดังนี้
1.ผู้ค้ำประกันจะต้องรับผิดอย่างจำกัดไม่เกินวงเงินตามที่กำหนดในสัญญากู้ยืมเงิน
2.ผู้ค้ำประกันจะต้องรับผิดต่อผู้ให้กู้ภายในวงเงินที่ผู้กู้ค้างชำระกับผู้ให้กู้ตามสัญญากู้ยืมเงินและอาจต้องรับผิดชดใช้ดอกเบี้ยหรือค่าสินไหมทดแทนอื่นๆ
อีกด้วย
3.ผู้ค้ำประกันจะต้องรับผิดในวงเงินกู้ตามสัญญากู้ยืมเงินและเงินกู้เพิ่มเติมที่จะมีขึ้นต่อไป
4.ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดร่วมกับผู้กู้
5.เมื่อผู้กู้ผิดนัดชำระหนี้
ผู้ให้กู้มีสิทธิเรียกร้องและบังคับให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ทั้งหมดที่ผู้กู้ค้างชำระ
โดยผู้ให้กู้ไม่จำเป็นต้องเรียกร้องหรือบังคับเอาจากผู้กู้ก่อน
6.เป็นสัญญาค้ำประกันเพื่อกิจการเนื่องกันไปหลายคราวไม่จำกัดเวลาที่ผู้ค้ำประกันไม่สามารถยกเลิกเพิกถอนได้
7.ผู้ค้ำประกันไม่หลุดพ้นจากความรับผิดแม้ผู้ให้กู้ยอมผ่อนเวลาให้แก่ผู้กู้
นอกจากที่กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว ผู้ค้ำประกันยังมีหน้าที่และความรับผิดต่างๆ
ตามที่ระบุไว้ในสัญญาค้ำประกัน
ข้าพเจ้าได้เตือนและรับทราบคำเตือนนี้แล้ว จึงลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน
ลงชื่อ...........................................ผู้ค้ำประกัน
ลงชื่อ...........................................เจ้าหน้าที่ของผู้ประกอบธุรกิจ
หมายเหตุ ให้ผู้ให้กู้ใส่เครื่องหมาย ..........ลงใน.............หน้าข้อความที่มีสาระสำคัญตรงกับเงื่อนไขในสัญญาค้ำประกัน
|