|
ข้อบังคับของสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย
ข้อความเบื้องต้น
ข้อ 1. สมาคมนี้มีชื่อว่า "สมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย" มีเป็นภาษาอังกฤษว่า
"THE THAI REAL ESTATE ASSOCIATION" ใช้ชื่อย่อเป็น "T.R.E.A."
ข้อ 2. สำนักงานตั้งอยู่ เลขที่ 60 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
โชน D ชั้น 2 ห้อง 201 ถนนรัชดาภิเษกตัดใหม่ แขวงคลองเตย เขตคลองเตย
กรุงเทพฯ 10110
โทรศัพท์ 229 - 3188 - 90 โทรสาร 229 - 3194
ข้อ 3. เครื่องหมายของสมาคมมีรูปสามเหลี่ยม 2 รูป โดยสามเหลี่ยมรูปหนึ่งเป็นสีทึบ
อีกรูปหนึ่ง เป็น 5 แถบ
หมวด 1.
บททั่วไป
ข้อ 4. วัตถุประสงค์ของสมาคม มีดังนี้
| 4.1 |
ส่งเสริมและสนับสนุนการประกอบธุรกิจการค้า
และการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ทั้งในทางปฏิบัติ และทางวิชาการ |
| 4.2 |
สนับสนุนและช่วยเหลือสมาชิก แก้ไขอุปสรรคข้อขัดข้องต่างๆ
ในการประกอบการค้าของสมาชิก รวมทั้งประนีประนอมข้อพิพาทระหว่างสมาชิก
หรือสมาชิกกับ บุคคลภายนอก เพื่อประโยชน์ร่วมกัน ในการประกอบการ |
| 4.3 |
เป็นสื่อประสานงานการประกอบการค้า และการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์
กับหน่วยราชการ และผู้เกี่ยวข้อง เพื่อให้การประกอบธุรกิจดำเนินไปโดยเรียบร้อย
และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น |
| 4.4 |
เป็นสื่อกลางระหว่างสมาชิกกับสมาคม และผู้ประกอบการในต่างประเทศ
เพื่อแลกเปลี่ยน ความช่วยเหลือในทางวิชาการ และทางการเงิน
ตลอดจนการแลก เปลี่ยนความรู้ ความชำนาญ ในการประกอบธุรกิจซึ่งกันและกัน |
| 4.5 |
เป็นสื่อกลางระหว่างสมาชิกในประเทศ เพื่อความสัมพันธ์อันดี
เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ความชำนาญในการประกอบธุรกิจ และเพื่อให้ความช่วยเหลือในทางวิชาการ
ทางปฏิบัติ และทางการเงิน ซึ่งกันและกัน |
| 4.6 |
ส่งเสริมการวิจัยเกี่ยวกับทำเลที่ดิน การวางแปลนแผนผังวิธีการก่อสร้าง
และการใช้วัสดุก่อสร้างเพื่อประโยชน์ในการประกอบการ |
| 4.7 |
ส่งเสริมการประกอบธุรกิจของสมาชิกให้เข้ามาตรฐาน และปรับปรุงวิธีดำเนินการของสมาชิก
ให้ได้ผลยิ่งขึ้น |
| 4.8 |
สอดส่อง และติดตามความเคลื่อนไหว ของภาวะการประกอบธุรกิจการค้า
และการพัฒนา อสังหาริมทรัพย์ รวมทั้งภาวะตลาดวัสดุ อุปกรณ์ก่อสร้าง
ทั้งภายใน และภายนอกประเทศ |
| 4.9 |
ส่งเสริมและเผยแพร่เกียรติคุณ ของสมาชิกผู้ดำเนินการ
ได้ผลดี เป็นที่เชื่อถือ แก่ประชาชน และทางราชการ |
| 4.10 |
ช่วยเหลือและส่งเสริมการกุศล และสาธารณะสงเคราะห์ |
| 4.11 |
ปฏิบัติกิจการอื่นเพื่อประโยชน์ของสมาชิก หรือส่วนรวมตามขอบเขตที่กฎหมาย
ให้อำนาจ กระทำได้ |
| 4.12 |
ไม่เกี่ยวข้องการเมือง |
หมวด 2.
สมาชิก
ข้อ 5. สมาชิกของสมาคม มี 3 ประเภท คือ
| 5.1 |
สมาชิกสามัญ ได้แก่ผู้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการค้า
และการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทุกรูปแบบ ซึ่งเป็นนิติบุคคล
และจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย |
| 5.2 |
สมาชิกวิสามัญ ได้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องในการประกอบธุรกิจที่เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์
และการก่อสร้าง ซึ่งมีความสนใจต่อกิจการของสมาคมฯ โดยแบ่งได้
ดังนี้ |
| |
5.2.1 นิติบุคคล
5.2.2 บุคคลธรรมดา
|
| 5.3 |
สมาชิกกิตติมศักดิ์ ได้แก่อดีตกรรมการบริหารสมาคมทุกท่าน
และผู้ทรงคุณวุฒิ หรือผู้มีอุปการะคุณแก่สมาคม ซึ่งคณะกรรมการบริหารมีมติเป็นเอกฉันท์
เชิญเป็น สมาชิกกิตติมศักดิ์ และบุคคลนั้นตอบรับคำเชิญ
|
ข้อ 6. ผู้สมัครเข้าเป็นสมาชิก ได้แก่ ผู้ที่มีคุณสมบัติตามข้อ
5.1 และข้อ 5.2 ซึ่งยื่นใบสมัคร ตามแบบของสมาคมต่อเลขาธิการ
โดยมีสมาชิกของสมาคม เป็นผู้รับรองอย่างน้อย 2 คน
ข้อ 7. ให้เลขาธิการพิจารณาใบสมัครรับเข้าเป็นสมาชิก และนำแจ้งต่อที่ประชุมกรรมการ
บริหาร ให้เลขาธิการ แจ้งให้ผู้สมัครทราบ เป็นลายลักษณ์อักษร
ผู้สมัครจะต้องชำระค่าลงทะเบียน และค่าบำรุง ตามข้อ 10 ภายใน
30 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้ง จากเลขาธิการ หากพ้นกำหนดแล้ว
ผู้นั้นไม่ชำระให้ถือว่าคำขอเข้าเป็นสมาชิกเป็นอันพับไป
ข้อ 8. สมาชิกมีสิทธิ ดังต่อไปนี้
| 8.1 |
เสนอความเห็นเกี่ยวกับกิจการของสมาคม ต่อคณะกรรมการบริหาร
หรือต่อที่ประชุมใหญ่ |
| 8.2 |
ได้รับการช่วยเหลือตามข้อบังคับ และระเบียบของสมาคม ภายในขอบเขตของกฎหมายว่าด้วยสมาคมการค้า |
| 8.3 |
ประดับเครื่องหมายตามที่สมาคมกำหนด |
| 8.4 |
เข้าร่วมประชุมในการประชุมใหญ่ของสมาคม |
| 8.5 |
สมาชิกที่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนในที่ประชุมใหญ่ ในการเลือกตั้งกรรมการบริหาร
หรือรับเลือกตั้งเป็นกรรมการบริหารจะต้องเป็นสมาชิกสามัญ |
ข้อ 9. สมาชิกนิติบุคคล ผู้แทนสมาชิกนิติบุคคลสามารถแต่งตั้งตัวแทน
เพื่อปฏิบัติกิจในหน้าที่ และใช้สิทธิแห่งสมาชิก เช่น ออกเสียงลงคะแนนในที่ประชุมใหญ่ของสมาคม
หรืออื่นๆ ในฐานะสมาชิกได้จำนวน 1 คน
*** หมายเหตุ ผู้แทนที่ได้รับมอบอำนาจ จะต้องปฏิบัติกิจด้วยตนเอง
จะมอบหมาย หรือตั้งตัวแทน ช่วงไม่ได้
ข้อ 10. สมาชิกมีหน้าที่ดังต่อไปนี้
| 10.1 |
ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับของสมาคมโดยเคร่งครัด |
| 10.2 |
สมาชิกสามัญต้องชำระค่าลงทะเบียนไม่เกิน 2,000.00 บาท
ค่าบำรุงสมาชิกปีละ ไม่เกิน 5,000.00 บาท สมาชิกวิสามัญต้องชำระค่าลงทะเบียนไม่เกิน
500.00 บาท ค่าบำรุง ปีละไม่เกิน 3,000.00 บาท การกำหนดจะเก็บค่าลงทะเบียน
และค่าบำรุง เป็นจำนวนเท่าใดนั้น ให้คณะกรรมการบริหารเป็นผู้กำหนด
|
| 10.3 |
สมาชิกผู้ใดเปลี่ยนชื่อ สัญชาติ หรือย้ายที่อยู่ ต้องแจ้งให้นายทะเบียนทราบ
เป็นหนังสือภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันเปลี่ยนหรือย้าย
|
ข้อ 11. สมาชิกภาพเริ่มแต่วันที่คณะกรรมการบริหารสมาคมฯ มีมติรับเข้าเป็นสมาชิก
และผู้สมัคร ได้ชำระเงินตามความใน ข้อ 10 เรียบร้อยแล้ว
ข้อ 12. ให้นายทะเบียนจัดทำทะเบียนสมาชิกไว้ที่สำนักงานของสมาคม
โดยมีรายการ ตามที่กฎหมาย กำหนด
ข้อ 13. สมาชิกภาพจะสิ้นสุดลง ในกรณีดังต่อไปนี้
| 13.1 |
ตายหรือสิ้นสภาพนิติบุคคลตามกฎหมาย |
| 13.2 |
ลาออก |
| 13.3 |
ต้องคำพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย ซึ่งคดีถึงที่สุดแล้ว |
| 13.4 |
ถูกศาลสั่งให้เป็นบุคคลไร้ความสามารถ |
| 13.5 |
คณะกรรมการบริหารลงมติให้ลบชื่อออกจากทะเบียนสมาชิก โดยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า
3 ใน 4 ของจำนวนกรรมการทั้งหมด ด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งดังต่อไปนี้ |
| |
13.5.1 การกระทำใด ๆ ที่ทำให้สมาคมเสื่อมเสียชื่อเสียง
13.5.2 ละเมิดข้อบังคับของสมาคมอย่างร้ายแรงโดยเจตนา
13.5.3 ไม่ชำระค่าบำรุงเกินกว่า 1 ปี โดยปราศจากเหตุผล |
หมวด 3.
คณะกรรมการบริหารของสมาคม
ข้อ 14. ให้มีคณะกรรมการบริหารคณะหนึ่งเป็นผู้บริหารงานของสมาคม
และเป็นตัวแทน ของสมาคม ในกิจการอันเกี่ยวกับบุคคลภายนอก คณะกรรมการบริหารประกอบด้วย
สมาชิกสามัญ มีจำนวน ไม่น้อยกว่า 8 คน แต่ไม่เกิน 30 คน โดยให้ที่ประชุมใหญ่
เลือกนายก 1 คน และกรรมการบริหาร จำนวนไม่น้อยกว่า 7 คน แต่ไม่เกิน
30 คน และให้นายกที่ที่ประชุมใหญ่เลือก มีสิทธิแต่งตั้ง คณะกรรมการบริหารเพิ่มได้อีกตาม
สมควร ซึ่งไม่เกินจำนวนของคณะกรรมการบริหาร ทั้งหมดที่กำหนดไว้
นายกสมาคม ต้องเคยดำรงตำแหน่งกรรมการ ของสมาคมแล้วอย่างน้อย
1 สมัย และให้นายกสมาคม ที่เพิ่งพ้นจากตำแหน่งในคราวนี้ เป็นกรรมการบริหารสมาคมและที่ปรึกษาอีก
1 สมัย โดยอัตโนมัติ และให้กรรมการบริหารแต่งตั้งกันเอง เพื่อดำรงตำแหน่ง
อุปนายก เลขาธิการ เหรัญญิก นายทะเบียน ปฏิคม และตำแหน่งอื่นๆ
อีกตามสมควร อุปนายก เลขาธิการ และเหรัญญิก ต้องเคยดำรงตำแหน่งกรรมการของสมาคมมาแล้วไม่ต่ำกว่า
1 ปี นายกสมาคมที่พ้นตำแหน่งไปแล้ว มีสิทธิจะได้รับเลือกเป็นนายกกิตติมศักดิ์ของสมาคมได้
เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการบริหาร เป็นครั้งคราวตามที่ได้รับเชิญ
คณะกรรมการบริหารอยู่ในตำแหน่งคราวละ 2 ปี คณะกรรมการ บริหาร
อาจแต่งตั้งที่ปรึกษาคณะกรรมการได้ตามจะเห็นสมควร นายกสมาคม
จะได้รับแต่งตั้งให้ ดำรงตำแหน่งได้เพียง 2 สมัย ติดต่อกันเท่านั้น
และเมื่อเว้นไป 1 ปีแล้ว จึงจะมีสิทธิได้รับเลือกตั้ง เป็นนายกสมาคมอีกได้
ข้อ 15. กรรมการบริหารของสมาคมต้องพ้นจากตำแหน่ง ดังต่อไปนี้
| 15.1 |
พ้นจากตำแหน่งทั้งคณะเมื่อนายกสมาคมพ้นจากตำแหน่ง |
| 15.2 |
ครบกำหนดออกตามวาระ |
| 15.3 |
ลาออกโดยคณะกรรมการบริหารอนุมัติแล้ว |
| 15.4 |
ขาดจากสมาชิกภาพตามข้อบังคับข้อ 13 |
| 15.5 |
ที่ประชุมใหญ่มีมติให้พ้นจากตำแหน่ง |
| 15.6 |
ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติสมาคมการค้า
พ.ศ.2509 |
| 15.7 |
ขาดการประชุมคณะกรรมการถึง 4 ครั้งติดต่อกัน โดยมิแจ้งเหตุผลอันสมควร |
ข้อ 16. ในกรณีที่กรรมการบริหารว่างลงเพราะเหตุอื่น นอกจากถึงกำหนดออกตามวาระ
ตามข้อ 15 ให้นายกสมาคมเลือกสมาชิกสามัญ และแต่งตั้งเป็นกรรมการบริหารแทนตาม
แต่กรณี กรรมการ ผู้ซึ่งได้รับการแต่งตั้งแทนนี้ จะอยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่ากำหนดเวลาของผู้ที่ตนแทน
ข้อ 17. นายกมีหน้าที่ดำเนินกิจการของสมาคมให้เป็นไปตามระเบียบ
และข้อบังคับ วัตถุประสงค์ และมติของที่ประชุมใหญ่ของสมาคม เป็นประธานในที่ประชุมคณะกรรมการบริหาร
และที่ประชุใหญ่ และเป็นผู้แทนของสมาคมในกิจการอันเกี่ยวกับบุคคลภายนอก
อุปนายก มีหน้าที่ช่วยเหลือนายก ในกิจการต่างๆ ทั่วไป และรักษาการแทนนายกเมื่อนายกไม่อยู่
หรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ เลขาธิการมีหน้าที่ดำเนินการทั่ว
ไปของสมาคม จัดทำระเบียบวาระ และบันทึกการประชุม ตลอดจน แจ้งมติให้คณะกรรมการบริหารและสมาชิก
เฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องให้ทราบโดยทั่วกัน เหรัญญิก มีหน้าที่เรียก
รับรักษาเงิน และทำบัญชีเกี่ยวกับการเงิน และทรัพย์สินของสมาคม
นายทะเบียน มีหน้าที่ทำทะเบียนสมาชิก ปฏิคมมีหน้าที่ต้อนรับสมาชิก
และผู้เยี่ยม เยือนสมาคม ควบคุมดูแล สถานที่ และทรัพย์สินของสมาคม
ข้อ 18. คณะกรรมการของสมาคมมีอำนาจหน้าที่ดำเนินการบริหารกิจการ
และทรัพย์สินของสมาคม วางระเบียบ และมีมติในกิจการหรือข้อเสนอใด
ๆ เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ และข้อบังคับ ของสมาคม ตลอดจนมีอำนาจวางระเบียบการจ้าง
การถอดถอนพนักงานเจ้าหน้าที่ของสมาคม
ข้อ 19. ให้คณะกรรมการบริหารของสมาคมประชุมกันอย่างน้อย 2 เดือนต่อครั้ง
ในการประชุม ต้องมีกรรมการบริหารไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 ของจำนวนกรรมการทั้งหมด
จึงจะเป็นองค์ประชุม
หมวด 4.
การประชุมใหญ่
ข้อ. 20 ให้มีการประชุมใหญ่สามัญปีละครั้ง ภายในเดือนมีนาคมของทุกปี
หากมีกิจการใดที่ คณะกรรมการเห็นสมควร จะให้มีการประชุมวิสามัญก็ให้ทำได้
หรือเมื่อสมาชิกสามัญรวมกัน ไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด
เห็นความจำเป็นรีบด่วนที่เกิดความเสียหาย แก่สมาคม ก็ให้ยื่นคำร้องเป็นหนังสือต่อเลขาธิการ
ขอให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญ ในกรณีนี้ให้ เลขาธิการจัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญกำหนด
30 วัน นับแต่วันได้รับคำร้อง ถ้าเลขาธิการ ไม่จัดให้มีการประชุมตามที่
สมาชิกร้องขอภายในกำหนดดังกล่าว สมาชิกอาจประชุมกันเอง ได้แต่จำนวนสมาชิก
ต้องไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม
ข้อ. 21 การประชุมใหญ่สามัญ หรือวิสามัญที่คณะกรรมการเรียกประชุม
ต้องมีสมาชิกเข้าประชุม ไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด
หรือไม่น้อยกว่า 50 คน จึงจะเป็นองค์ประชุม
ข้อ. 22 เลขาธิการสมาคมจะต้องแจ้งกำหนดวันประชุมใหญ่สามัญหรือวิสามัญ
พร้อมด้วยส่งระเบียบ วาระการประชุมให้สมาชิกทราบก่อนวันประชุมไม่น้อยกว่า
15 วัน
ข้อ. 23 มติของที่ประชุมใหญ่ให้ถือคะแนนเสียงข้างมากเป็นมติในที่ประชุม
หากมีคะแนนเสียง เท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมเป็นผู้ชี้ขาด
ข้อ. 24 ให้นายกสมาคมเป็นประธานในที่ประชุมใหญ่ ถ้านายกสมาคมไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้
ให้อุปนายกเป็นประธานในที่ประชุมใหญ่ หากทั้งนายกและอุปนายกไม่อยู่
หรือไม่อาจปฏิบัติ หน้าที่ได้ ให้ที่ประชุมเลือกกรรมการสมาคม
คนหนึ่งคนใดเป็นประธาน ในที่ประชุมใหญ่ ในกรณีที่สมาชิกประชุมกันเอง
ตาม ข้อ 20. ให้เลือกบุคคลใด บุคคลคนหนึ่งเป็นประธาน
ข้อ. 25 การออกเสียงลงคะแนนในที่ประชุมใหญ่ 2 วิธี คือ
| วิธีที่ 1. |
ออกเสียงลงคะแนนโดยเปิดเผย โดยใช้วิธียกมือขึ้นเหนือศรีษะ
|
| วิธีที่ 2. |
ออกเสียงลงคะแนนลับ โดยเขียนบัตรลงคะแนน |
การออกเสียงลงคะแนนตามปกติให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยเปิดเผย
เว้นแต่ที่ประชุมใหญ่ จะลงมติให้มีการออกเสียงลงคะแนนลับ สามัญสมาชิกเท่านั้นที่ออกเสียงลงคะแนน
ข้อ. 26 กิจการอันพึงกระทำในที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี มีดังนี้
| 2.1 |
รับรองรายงานการประชุมครั้งก่อน |
| 2.2 |
พิจารณารายงานประจำปีของคณะกรรมการบริหาร |
| 2.3 |
พิจารณาอนุมัติงบดุล |
| 2.4 |
เลือกตั้งนายกและคณะกรรมการบริหารตามข้อ 14 (ในปีที่ครบกำหนด) |
| 2.5 |
แต่งตั้งผู้ตรวจสอบบัญชี |
| 2.6 |
เรื่องอื่นๆ |
ข้อ 27. การประชุมใหญ่สามัญ หรือวิสามัญ หากในครั้งแรกมีสมาชิกไม่ครบองค์ประชุม
ให้เรียกประชุม ใหญ่อีกครั้ง การประชุมในครั้งนี้จะมีสมาชิกมาประชุมเป็นจำนวนเท่าใดก็ตาม
ให้ถือว่าครบองค์ประชุม เว้นแต่สมาชิกเรียกประชุมกันเองจะต้องปฏิบัติการให้เป็นไปตามข้อ
20.
หมวด 5.
การเงินและการบัญชี
ข้อ 28. คณะกรรมการบริหารของสมาคมต้องจัดให้มีเอกสารการบัญชีของสมาคม
ให้ถูกต้องตามหลัก การวิชาการบัญชี เพื่อแสดงฐานะการเงินของสมาคม
และพร้อมที่จะให้ผู้ตรวจสอบบัญชี ทำการ ตรวจสอบได้
ข้อ 29. ให้คณะกรรมการบริหารจัดทำงบดุลปีละครั้งแล้ว ให้ผู้ตรวจสอบบัญชีตรวจรับรอง
ไม่เกินเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี เพื่อเสนองบดุลต่อที่ประชุมใหญ่สามัญพิจารณา
อนุมัติ ปีการปิดบัญชีให้ถือเอาวันที่ 31 ธันวาคมของทุกปีเป็นวันสิ้นปี
ทางบัญชีของสมาคม
ข้อ 30. ให้นำเงินของสมาคมไปฝากไว้ ณ ธนาคารพาณิชย์ หรือ สถาบันการเงินแห่งใดแห่งหนึ่ง
หรือหลายแห่ง สุดแต่คณะกรรมการบริหารจะเห็นสมควร การลงนามในเช็คสั่งจ่ายเงินของสมาคม
ให้คณะกรรมการบริหารเป็นผู้กำหนด โดยให้มีกรรมการลงนาม ร่วมกัน
2 คน จากกรรมการ ที่แต่งตั้งจำนวน 5 คน และในจำนวนนั้นต้องมีนายกสมาคม
หรือเหรัญญิก และ / หรือ เลขาธิการ สมาคมรวมอยู่ด้วย รายละเอียดการสั่งจ่าย
และการเก็บเงินให้กรรมการบริหารเป็นผู้กำหนด สำหรับการอนุมัติการจ่ายเงิน
ที่นอกเหนือจากการบริหารงานของสมาคมฯ ตามปกติที่กรรมการ บริหารได้อนุมัติไว้
ให้ขออนุมัติจากที่ประชุมกรรมการบริหารก่อน ที่จะมีการสั่งจ่ายได้
หมวด 6.
การเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อบังคับและการเลิกสมาคม
ข้อ 31. การแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อบังคับของสมาคม จะทำได้โดยอนุมัติของที่ประชุมใหญ่
ซึ่งมีคะแนน เสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของที่ประชุม การเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อบังคับ
ของสมาคม จะทำได้ โดยคณะกรรมการบริหารของสมาคมเป็นผู้เสนอ หรือสมาชิกสามัญรวมกันไม่ต่ำกว่า
2 ใน 3 ของสมาชิกทั้งหมดเป็นผู้เสนอ
ข้อ 32. หากสมาคมต้องล้มเลิกไปด้วยประการใด ๆ ก็ตาม ให้บรรดาทรัพย์สินของสมาคม
ตกไปเป็นของสภากาชาดไทย
|